พระพุทธศาสนากับสันติภาพของโลก

(1/3) > >>

ajaree:
วันวิสาขบูชา เป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา กล่าวคือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นวันสำคัญสากลวันหนึ่งของโลก ตามมติขององค์การสหประชาชาติ เรียกว่า Vesak Day นับเป็นโอกาสดีงามที่จะพินิจพิเคราะห์เรื่อง “พระพุทธศาสนากับสันติภาพของโลก” ซึ่งเป็นหัวข้อที่ร่วมสมัยและมีความเป็นสากล (universal) อยู่มาก โดยเฉพาะในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ยังคงเห็นการแบ่งพรรคแบ่งพวก การแบ่งแยกสีผิว การแบ่งค่ายและความคิดทางการเมือง และการแก่งแย่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จนทำให้เกิดสภาวะสงคราม รบราฆ่าฟัน และมนุษย์ในหลายภูมิภาคของโลกกลับมาทำร้ายกันเอง อย่างที่ได้เห็นกันอยู่เนือง ๆ ในข่าวเป็นประจำ

สันติภาพ หรือ peace เป็นสถาวะการณ์ในอุดมคติที่ทุกคนต่างมุ่งหวังให้มวลมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ในโลกใบนี้อย่างสงบสุขและสันติ หากแต่สันติภาพมิได้สร้างกันได้ง่าย ๆ

สันติภาพตรงกันข้ามกับ สงคราม หรือ war ซึ่งนับว่ามิใช่เรื่องใหม่ แต่การแก่งแย่งชิงดี สู้รบ ทำลายล้าง และหาผลประโยชน์ ความสุขความสบาย และอำนาจของตนบนพื้นฐานของความทุกข์ยากของผู้อื่น มีมาช้านานตั้งแต่สมัยอดีตการณ์ ยกตัวอย่างเช่น สงครามมหาภารตะ สงครามโลกถึงสองครั้ง มาจนถึงสงครามอิรัก จะเห็นได้ว่ามนุษย์ไม่สามารถกำจัดตัณหาในจิตใจได้ สงครามจึงเกิดเพราะตัณหาของคนเรานั่นเอง

ตามที่สมเด็จพระญาณฯสังวรสมเด็จพระสังฆราช ฯ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “สิริมงคลของชีวิต” ว่า “มูลเหตุที่ทำให้เกิดความตึงเครียดและสงครามขึ้นในโลกนั้น คือตัณหา กล่าวคือ ความทะยานอยากในจิตใจของบุคคล หรือ โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสเหล่านี้เป็นไฟ เผาโลกอยู่ทุกกาลสมัย และเป็นนายที่บงการมนุษย์ให้เบียดเบียนทำลายล้างกันและกัน” และ “พระพุทธเจ้าได้ทรงทราบวิธีแก้ความไม่สงบของโลกต่าง ๆ และได้ทรงปฏิบัติ เป็นการแก้ที่พระองค์เองก่อน คือได้ทรงหักตัณหา ได้ทรงละโลภะหรือราคะ และโทสะ โมหะในพระองค์ให้หมดสิ้น” จึงอาจกล่าวได้ว่าแก้นแท้ของพระพุทธศาสนาเป็นหลักคำสอนที่มุ่งให้เกิดสันติภาพและความสงบสุขในโลกอย่างแท้จริง ที่จะต้องเกิดจากสันติภาพในจิตใจของมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้น และสันติภาพในใจของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วย “ปัญญา”

อย่างไรก็ดี การจะบรรลุได้ถึงสันติภาพในจิตใจของแต่ละคน สันติภาพในสังคม และสันติภาพในโลก นับเป็นเรื่องที่อาจพูดได้ง่ายแต่ปฏิบัติยาก หากแต่จะยากสักเพียงใด แต่ศาสนาพุทธพร่ำสอนให้มนุษย์เพียรปฏิบัติ โดยแนะแนวทางการดำเนินชีวิตอยู่บนพื้นฐานของคำสอนของพระพุทธเจ้าอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขและสันติภาพในโลก

 
ขอเริ่มด้วยการกล่าวถึงความหมายของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ และหลังจากนั้นขอยกตัวอย่างคำเทศนาของพระพรหมคุณาภร (ป.อ. ประยุตโต) ที่ได้กล่าวไว้ถึงหลักการในพระพุทธศาสนาที่จะเป็นทางแก้สงครามและก่อให้เกิดความสงบสุขและสันติภาพในโลกได้ และท้ายที่สุด จะขอยกหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาบางประการที่พุทธศาสนิกชนควรยกย่องไว้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อจะดำเนินชีวิตในโลกยุคโลกาภิวัติได้อย่างมีสันติภาพและสงบสุข

พระพุทธศาสนา ศาสนาแห่งสันติภาพ

ศาสนา แปลว่า คำสอนหรือคำสอนของผู้รู้ความจริง

พระพุทธศาสนา ถือเป็น “ศาสนาแห่งความรู้” เพราะเกิดจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบรมศาสดาองค์สำคัญยิ่งพระองค์หนึ่งของโลก ความรู้แจ้งเห็นจริงของพระพุทธเจ้าถูกถ่ายทอดเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนาอันที่เป็นยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า แก่นแท้ของปรัชญาและคำสอนในพระพุทธศาสนานอกจากจะมุ่งสอนให้มนุษย์รู้จัก คิด เรียนรู้ เพื่อให้เกิดปัญญาและความรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองแล้ว ยังมีจุหมายสูงสุดให้สังคมโลกและมนุษย์ในโลกอยู่กันอย่างสงบร่มเย็นและมีสันติสุข

ขอยกลักษณะสำคัญของพระพุทธศาสนา ตามที่พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ ได้กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย ว่าพระพุทธศาสนาเป็น.....

๑. ศาสนาแห่งความรู้และความจริง พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรู้ เพราะเป็นศาสนาแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธองค์เอง จากปัญญาของพระองค์ และธรรมที่พระองค์ตรัสรู้คือ อริยสัจ ๔ ก็เป็นความจริงอย่างแท้จริง ทรงตรัสรู้โดยไม่มีใครสั่งสอน

๒. ศาสนาแห่งความอิสระเสรีภาพ พุทธศาสนาแทบจะเป็นศาสนาเดียวที่ไม่ผูกติดกับพระเจ้า พุทธศาสนาไม่มีการบังคับให้คนศรัทธาหรือเชื่อ แต่ให้สามารถพิสูจน์ได้โดยตนเอง

๓. ศาสนาแห่งสันติภาพ ในกระบวนการนักคิดของโลกศาสนา พุทธศาสนาได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่า เป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง เพราะไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นในนามของศาสนา หรือเผยแผ่ศาสนาโดยการบังคับผู้คนให้นับถือ ให้เสรีภาพในการพิจารณา ให้มีปัญญากำกับการศรัทธา

อาจกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนานอกจากจะเป็นหลักคำสอนที่ตั้งอยู่บนหลักของความรู้และความจริงแล้วยังมุ่งสร้างสันติภาพในโลก และที่สำคัญให้เสรีภาพมนุษย์ในการพิจารณา วิเคราะห์ และเข้าใจแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาได้ด้วยตนเอง จึงเป็นศาสนาที่สามารอธิบายได้ด้วยเหตุ ด้วยผล มิได้บังคับให้มนุษย์มีแต่ความเชื่อเท่านั้น (ซึ่งนับว่าแตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ อีกหลายศาสนาอย่างมาก) ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงถือเป็นศาสนาแห่งสันติภาพอย่างแท้จริง กล่าวคือ สันติภาพในฐานะที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพุทธศาสนา และสันติภาพในส่วนของหลักการและการปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งจุดมุ่งหมายนั้น

สันติภาพในฐานะเป้าหมายสูงสุดของศาสนา ไม่ต้องอธิบายมากนักก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเป็นสันติภาพมิได้เป็นเพียงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่เป็นจุดหมายร่วมสากลของมวลมนุษยชาติและศาสนาอื่น ๆ ด้วย แต่จะขอกล่าวเพิ่มเติมในส่วนของสันติภาพที่เป็นหลักการและคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนา โดยขออนุญาตยกคำเทศนาของพระพรหมคุณาภร (ป.อ. ปยุตโต) วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม มาบางส่วน ซึ่งท่านได้กล่าวไว้อย่างน่าฟังเกี่ยวกับแนวทางเพื่อแก้สงคราม หรือที่ท่านเรียกว่า “วิถีแห่งสันติภาพ”

หลักการของพุทธศาสนาที่จะช่วยลดสภาวะสงครามและสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก ได้แก่ หลักการที่ว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร หรือ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร เพราะการจองเวรจะไม่รู้จักจบสิ้น

พระพรหมคุณกรกล่าวไว้ว่า เรื่องการของเวรและการจะมีสันติภาพในโลกได้ มี ๓ ระดับด้วยกัน คือ

๑. การก่อเวรจนอีกฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ หมดสิ้นชาติพันธุ์ไป ไม่สามารถก่อเวรตอบโต้ได้อีก
๒. คนที่ถูกกระทำ เรียนรู้ที่จะยอมหรือเลิกหายต่อกัน กล่าวคือ ชนะได้โดยธรรม
๓. ในระยะยาว สันติภาพอาจเกิดได้โดยการไม่มีการก่อเวรขึ้นมาเลย อันเป็นจุดหมายสูงสุดของการพัฒนามนุษย์ กล่าวคือมนุษย์เป็นผู้สร้างสันติภาพ ไม่ให้มีความรุนแรง ไม่เบียดเบียน รักใคร่กรลมเกลียว พร้อมกันนั้น มนุษย์ต้องมีความพร้อมด้วยปัญญา ดังนั้น การพัฒนามนุษย์ให้เจริญในอารยธรรมโดยการใช้ปัญญาเพื่อนำไปสู่สันติภาพและความสงบสุขนับเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

แต่จะทำอย่างไรเล่า ทำอย่างไรจึงจะไม่มีการจองเวร ในขณะที่มนุษย์แต่ละคน และแต่ละประเทศต่างมุ่งหาผลประโยชน์ของตนในโลกเพื่อความอยู่รอดและความสมบูรณ์พูนสุขที่มากขึ้น แล้วทุกคนทุกประเทศจะมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกได้อย่างไร

พระพรหมคุณกร ได้กล่าวไว้ว่า ”หลักการที่ต้องปฏิบัติเพื่อนำไปสู่สันติภาพอาจจะยากยิ่ง แต่เราต้องเริ่มทำ เราจะมาอ้างความยากไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจหลักการไว้ก่อน” หลักการมี 2 ประการได้แก่ 1. การเข้าใจถึงปัญหาและเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดสงครามและความไม่มีสันติภาพ และ 2. การพยายามกำจัดความหวงแหนกีดกั้น

ประการแรกที่ต้องเข้าใจและรู้ซึ้งก่อนเป็นจุดเริ่มต้น คือ รู้ปัญหาและเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดสงคราม และความไม่มีสันติภาพ
เหตุปัจจัยที่ทำให้คนขัดแย้ง แก่งแย่ง ต่อสู้ รบราฆ่าฟันกันทั้งในระดับคน ระดับสังคม และระดับประเทศ คือ ตัณหา มานะ และทิฐิ กล่าวง่าย ๆ ก็คือ อยากได้ อยากใหญ่ และใจแคบ

๑. อยากได้ คือ อยากได้ผลประโยชน์ ทรัพย์สมบัติ ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์
๒. อยากใหญ่  คือ ต้องการอำนาจ ต้องการครอบงำผู้อื่น
๓. ใจแคบ คือ ยึดติดในทิฐิ หรือ ความเชื่อที่ลงลึกแล้วและแก้ได้ยาก ยึดติดในลัทธิอุดมการณ์ทางศาสนา อันจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดความเชื่อและลัทธิต่าง ๆ จนก่อเกิดเป็นสงครามได้

ดังนั้น การสร้างสันติภาพในโลก จึงต้องไปแก้ที่ต้นเหตุดังกล่าวคือ ตัณหา มานะ ทิฐิ หรือ ความอยากได้ อยากใหญ่ และใจแคบของแต่ละบุคคล ท่ามกลางต้นเหตุของปัญหาทั้ง ๓ ประการนับได้ว่า เรื่องใจแคบ หรือเรื่องทิฐิแก้ยากที่สุด และเพื่อแก้ปัญหาอย่างแท้จริงต้องไปแก้ไขโดยละทิฐิ ความเชื่อ และความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ ด้วยวิธีการให้การศึกษาและการสร้างมนุษย์ด้วยการศึกษาและคุณธรรม การแก้ทิฐิจะแก้ได้ด้วยการสร้างปัญญา

นอกจากเราจะอยู่ในโลกแห่งโลกาภิวัติที่มีการสื่อสารไร้พรมแดนเข้ามามีบทบาทอย่างมากแล้ว “การเป็นผู้มีจิตใจไร้พรมแดน” และ “การเป็นคนให้ไร้พรมแดน” หรือ วิมาริยาธิกติ กล่าวคือ จิตใจแบบเป็นพระอรหันต์ จะนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริง (ตามที่พระพรหมคุณากรได้กล่าวเน้นไว้ถึงคำว่า “ผู้มีจิตใจไร้พรมแดน”) หากทำไม่ได้ถึงขั้นนั้น อย่างน้อย “การทำใจให้กว้างขวาง” ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี กล่าวคือยอมรับในความแตกต่าง ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ๆ ไม่มีทิฐิ ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับความคิดของตนเป็นใหญ่ฝ่ายเดียว มีจิตใจเมตตากรุณา รัก หวังดี และไม่จองเวร ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข และจะนำมาซึ่งสันติภาพได้ในที่สุด

ประการที่สอง หลักการปฏิบัติเพื่อสร้างสันติภาพคือ การกำจัดความหวงแหนกีดกั้นกัน

สงครามและความไม่มีสันติภาพเกิดมาจาก ความหวงแหนกีดกั้นกัน ใน ๔ เรื่องได้แก่ ๑. ที่อยู่ที่อาศัยและดินแดน ๒. ผลประโยชน์ ๓. พงศ์เผ่าเหล่ากา ชาติพันธ์ พวกพ้อง การแบ่งชั้นวรรณะสีผิว ๔. วิชาความรู้ผลสำเร็จทางภูมิธรรมภูมิปัญญา

หากกำจัดความหวงแหนกีดกั้นทั้ง ๔ ลงไม่ได้ มนุษย์ก็ยังจะแก่งแย่งกันต่อไป พุทธศาสนาจึงมุ่งสอนให้เราใช้ปัญญาให้รู้เท่าทันความจริง ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ผิด ต้องรู้ทันเหตุการณ์ และเลือกปฏิบัติและใช้เรื่อง ๔ ประการข้างต้นด้วยปัญญา กล่าวคือ อาศัยอยู่บนดินแดน/ประเทศของเรา แสวงหาผลประโยชน์แต่พอประมาณเพื่อหาเลี้ยงชีพ รักพวกพ้องเหล่ากอ แต่ไม่แบ่งชาติเชื้อสีผิวและชั้นวรรณะ เรียนรู้ถึงความแตกต่าง รู้จักหาวิชาความรู้ภูมิปัญญาแต่ไม่หวงแหน และพร้อมเผยแพร่แบ่งปันแต่ผู้อื่น

หากมนุษย์ยังไม่สามารถกำจัดความหวงแหนกีดกั้นดังกล่าวหรือไม่รู้จัดใช้สิ่งเหล่านั้นด้วยปัญญาได้ สันติภาพก็จะเกิดขึ้นได้ยาก สงครามก็ยังจะมีให้เห็นอยู่ต่อไป

หลักการของพระพุทธศาสนาดังกล่าวข้างต้น ทำให้ชาวพุทธมีใจกว้าง เพราะถือเสียว่าธรรมะมิได้มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่กลับเป็นเรื่องสากล คนดีทั้งหลายก็อาจจะพบธรรมะได้ และแม้แต่ชาวพุทธเอง พระพุทธเจ้าก็ทรงปรารถนาให้แสวงหาและเข้าใจธรรมะด้วยตนเอง พระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่ง คือ ผู้ช่วยเกื้อกูลให้แต่ละคนสามารถพึ่งตนเองในที่สุด "ตนของตนเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง" อาจกล่าวได้ว่าพุทธศาสนิกที่แท้จริง คือ ผู้ที่แสวงหาธรรมะด้วยตนเองและพบธรรมะด้วยตนเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า พยายามพัฒนาสันติภาพในใจตัวเอง

ดังนั้น ชีวิตที่สงบสุขมีสันติภาพ คือชีวิตที่ยึดมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ และพุทธศาสนิกชนควรนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสตร์และปรัชญาอันล้ำค่ายิ่งมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แล้วเราจะสามารถเป็น “มนุษย์ที่สากล” คือ ไม่แบ่งแยกว่าเป็นเชื้อชาติไหน เผ่าไหน ศาสนาไหน ดีกว่ากัน แต่มีใจกว้าง ใจเป็นกลาง และใจเป็นสุขและสงบ อยู่ได้ด้วยกันในโลกอย่างมีสันติภาพ



“สันติภาพเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา และ “สันติภาพเกิดจากสติและปัญญา”

ajaree:
ข้อมูลประกอบ

วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติคือ "วันสำคัญของโลก" ( Vesak Day )

ภูมิหลัง
๑. ในการประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเข้าร่วม อาทิ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฐาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้ตกลงกันที่จะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติประกาศวัน วิสาขบูชาให้เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ

๒. ในการเยือนของประเทศต่างๆ ในอินโดจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา ในปี ๒๕๔๒ ก็ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือ และได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ได้ด้วยดี

๓. คณะทูตถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กได้จัดเตรียมร่างข้อมติ และได้ขอเสียงสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อให้มีการรับรองข้อมติเรื่องการประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔

๔. โดยที่สหประชาชาติประกาศวันหยุดเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และจะเป็นปัญหาในเรื่องงบประมาณและการบริหารแก่ สหประชาชาติ หากประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุด ศรีลังกาจึงได้ตัดสินใจที่จะเสนอร่างข้อมติ ขอให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลที่สหประชาชาติ ทั้งที่สำนักงานใหญ่ และสำนักงานต่าง ๆ แทนการเสนอให้เป็นวันหยุดซึ่ง ออท. ผู้แทนถาวรประเทศต่าง ๆ รวม ๑๖ ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฐาน กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย พม่า เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สเปน อินเดีย ไทย และยูเครน ได้ร่วมลงนามในหนังสือถึงประธานสมัชชาฯ เพื่อให้นำเรื่องวันวิสาขบูชาเข้าเป็นระเบียบวาระการประชุมของสมัชชาฯ

๕. ต่อมาเมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ General Committee ของสมัชชาฯ ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดย ออท.ผู้แทน ถาวรศรีลังกาได้กล่าวถ้อยแถลงสนับสนุนหนังสือร้องขอให้ที่ประชุมบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสมัชชาเต็มคณะ ออท.ผู้แทนถาวรไทย อินเดีย สเปน บังคลาเทศ ปากีสถาน ไซปรัส ลาว และภูฐาน ได้กล่าวถ้อย แถลงสนับสนุน ซึ่งที่ประชุม General Committee ได้มีมติให้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาเต็มคณะ

ปัจจุบัน
๑. เมื่อ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔ ได้พิจารณาระเบียบวาระที่ ๑๗๔ International recognition of the Day of Visak โดยการเสนอของศรีลังกา

๒. ในการพิจารณา ประธานสมัชชาฯ ได้เชิญผู้แทนศรีลังกาขึ้นกล่าวนำเสนอร่างข้อมติ และเชิญผู้แทนไทย สิงคโปร์ บังคลาเทศ ภูฐาน สเปน พม่า เนปาล ปากีสถาน อินเดียขึ้นกล่าวถ้อยแถลง สรุปความว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ทรงตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรม ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของ สหประชาชาติ จึงขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติ โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติและที่ทำการสมัชชาจะจัดให้มีการระลึกถึง (observance) ตามความเหมาะสม

๓. ที่ประชุมฯ ได้รับรองร่างข้อมติโดยฉันทามติ

ถ้อยแถลงของเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรฯ ศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก
ถ้อยแถลงของนายวรวีร์ วีรสัมพันธ์ อุปทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

เหตุผลที่ องค์การสหประชาชาติหนดให้ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญของโลก  เนื่องจากคณะกรรมมาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมพิจารณาและมีมติเห็นพ้องต้องกันประกาศให้วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของโลกทั้งนี้

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวล มนุษย์ทั้งหลายในโลก จะเห็นได้จากการยกเลิกแบ่งชนชั้นวรรณะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลิกทาสโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นนักอนุรักษ์สัตว์ป่าอีกด้วย กล่าวคือ ทรงสอนให้ไม่ฆ่าสัตว์ ให้รู้จักช่วยเหลือสัตว์ เหตุผลสำคัญ อีกประการหนึ่งคือ พระองค์ ทรงเปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้ โดย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนา พุทธและทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณสอนโดยไม่คิดค่าตอบแทน

ผลบุญ:
อนุโมทนาสาธุกับคุณ Ajaree ครับ
เห็นจริง........ตามที่ว่าถ้ามีสติและปัญญาแล้ว จะไม่ขัดแย้งกับอะไรหรือกับใครเลย จะมีแต่เมตตา ก็หมายความว่าชีวิตจะมีสันติภาพนั่นเอง

ผลบุญ

paveen:
เป็นบทความที่ดี มีความลึกซึ้งมากเลยค่ะ ทั้งข้อมูลดี วิเคราะห์ก็แน่น

ชอบตรงที่เขียนว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ เพราะ "ไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นในนามของศาสนา หรือเผยแผ่ศาสนาโดยการบังคับผู้คนให้นับถือ ให้เสรีภาพในการพิจารณา ให้มีปัญญากำกับการศรัทธา"

แต่สงสัยจังว่า สำหรับผู้ปกครองประเทศแล้ว การ "สร้างสันติภาพในใจตัวเอง" จะทำได้มากน้อยเพียงใด

เพราะผู้ปกครองประเทศต้องเป็นตัวแทน ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในชาติใช่ไหมคะ และเนื่องด้วยทรัพยากรในโลกมีจำกัด จึงเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือเปล่าที่ จะผู้นำจะต้องมีความ "อยากได้" (ทรัพยากรที่มีจำกัด ไม่เช่นนั้น ก็ถูกประเทศอื่นเอาไปหมด) และเพื่อที่จะ "ได้" สิ่งเหล่านี้นมา ก็ต้อง "อยากใหญ่" ด้วย เพราะถ้าไม่มีกำลังอำนาจ ก็ไม่สามารถเข้าไปแย่งทรัพยากรเหล่านั้น หรือบางครั้ง แค่ปกป้องสิ่งที่เรามี หรือ สิ่งที่เราควรจะได้ ยังต้องใช้กำลังอำนาจปกป้องเลยค่ะ

ดังนั้น ถ้าผู้ปกครองถือ การ "สร้างสันติภาพในใจตัวเอง" ไม่มีความอยากได้ อยากใหญ่ จะทำให้ประชาชนในชาติเดือดร้อน สูญเสีย "ผลประโยชน์ของชาติ" ไปหรือเหล่าคะ

น้อมรบกวนคุณ ajaree ช่วยไขกระจ่างข้องสงสัยนี้ด้วยค่ะ  :)

Da Vinci:
สันติภาพ ที่แท้จริง อยู่ที่ใจ
หากว่าใคร ลดตัณหา ทิฐิสูง
อยากแต่ได้ อยากเป็นใหญ่ ไร้เกื้อกูล
ใจอสูร มาบดบัง ธรรมปัญญา

ต้องกำจัด ความหวงแหน และกีดกัน
ช่วยแบ่งปัน ช่วยกันคิด ช่วยรักษา
สร้างสันติ ในตัวตน ด้วยปัญญา
ให้ศาสนา พาจิตใจ ไกลอธรรม
 :D  :)  :D  :)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป